Shopping C SHOP
Your cart empty!
หัวข้อบทความ: พลิกประวัติศาสตร์กู้ชาติ: ยุทธศาสตร์การต่อเรือรบที่จันทบุรีของพระเจ้าตากสิน
บทนำ:หลังจากเหตุการณ์เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองในเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 แผ่นดินสยามตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย ทว่าท่ามกลางวิกฤตอันมืดมน "พระยาตาก" (ตำแหน่งในขณะนั้น) ได้ดำเนินกลยุทธ์อันเหนือชั้นด้วยการรวบรวมไพร่พลตีฝ่าวงล้อมข้าศึกมุ่งหน้าสู่หัวเมืองชายทะเลตะวันออก โดยมีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ "เมืองจันทบุรี" ซึ่งกลายเป็นฐานที่มั่นสำคัญในการพลิกฟื้นเอกราชของชาติด้วยกองทัพเรือ

หลังจากการตัดสินพระทัยอันเด็ดขาดในยุทธการ "ทุบหม้อข้าวหม้อแกง" เพื่อเข้ายึดเมืองจันทบุรีได้สำเร็จในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเลือกอู่ต่อเรือในทำเลทำเลทอง ซึ่งปรากฏหลักฐานสำคัญในปัจจุบันคือบริเวณ "บ้านเสม็ดงาม จังหวัดจันทบุรี" ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่มีลักษณะเป็นอ่าวเว้าเข้ามา เหมาะแก่การหลบคลื่นลมและพรางตาข้าศึก
สำหรับผู้ที่ลงแรงต่อเรือ กลุ่มกำลังหลักคือ ช่างไม้ชาวจีนและชาวไทยในแถบเมืองจันทบุรี ระยอง และตราด โดยเฉพาะชาวจีนโพ้นทะเลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการต่อเรือสำเภาและเรือพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นทุนเดิม ประกอบกับไพร่พลทหารกล้าที่ช่วยกันสลับสับเปลี่ยนแรงงาน ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดขององค์พระเจ้าตากสินและแม่ทัพนายกอง เพื่อให้การก่อสร้างเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุดแข่งกับเวลา
เมืองจันทบุรีในสมัยนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาค ไม้ที่นำมาใช้หลักๆ ประกอบด้วย:
ไม้ตะเคียนทอง และ ไม้ตะเคียนชันตาแมว: ขุดและก่นสร้างจากผืนป่าแถบเขาสระบาปและป่าดงดิบชื้นของจันทบุรี ไม้ประเภทนี้มีความเหนียว ทนทานต่อการแช่น้ำทะเล ไม่ผุง่าย จึงนิยมนำมาทำเป็นส่วนกงเรือและกระดูกงูของเรือ
ไม้สัก: มีการเสาะหาและลำเลียงมาจากหัวเมืองใกล้เคียงรวมถึงไม้ในพื้นที่ เพื่อนำมาทำแผ่นกระดานเรือเนื่องจากน้ำหนักเบาและตกแต่งง่าย
ไม้เคี่ยม และ ไม้พะยอม: นำมาใช้ในส่วนประกอบย่อยและทำพายเรือ
การลำเลียง: ต้องอาศัยแรงงานช้างและแรงงานคนชักลากออกมาตามลำน้ำจันทบุรีลงสู่อู่เสม็ดงาม
ด้วยพระอัจฉริยภาพและความร่วมมือร่วมใจของช่างฝีมือ ตลอดระยะเวลาประมาณ 3-4 เดือนในการเตรียมการ พระองค์สามารถจัดเตรียมและต่อเรือรบได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 100 ลำ (ประกอบด้วยเรือรบติดตั้งปืนใหญ่ และเรือลำเลียงพลที่ดัดแปลงมาจากเรือสำเภาท้ายตัด) กองเรือนี้สามารถรองรับไพร่พลกล้าที่ทรงรวบรวมและฝึกซ้อมรบอย่างเข้มข้นได้ถึง 5,000 นาย (ประกอบด้วยชาวไทย จีน และญวน)
เมื่อลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มพัดผ่านในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงนำกองทัพเรือทั้ง 100 ลำ เคลื่อนพลออกจากปากน้ำจันทบุรี มุ่งหน้าสู่ทะเลอ่าวไทย โดยใช้เส้นทางยุทธศาสตร์ทางเรือดังนี้:
ขั้นที่ 1: ยึดเมืองธนบุรี (ด่านหน้าปากแม่น้ำ) กองทัพเรือล่องเลียบชายฝั่งเข้ามาทางปากแม่น้ำเจ้าพระยา บุกยึดเมืองธนบุรีและกำจัด นายทองอิน คนไทยที่ทรยศไปฝักใฝ่พม่าคอยรักษาเมืองอยู่
ขั้นที่ 2: เผด็จศึกค่ายโพธิ์สามต้น (อยุธยา) หลังจากยึดธนบุรีได้ ทรงไม่รอช้า สั่งให้กองทัพเรือรีบจ้ำพายทวนน้ำขึ้นเหนือไปยังกรุงศรีอยุธยา ทรงเข้าโจมตีค่ายโพธิ์สามต้น ซึ่งเป็นค่ายใหญ่ของพม่าที่ตั้งควบคุมอยุธยาอยู่ บุกทลายค่ายพม่าจนแตกพ่ายกระเจิงในวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2310
บทสรุป:การขับไล่กองทัพข้าศึกและยึดกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้สำเร็จนั้น ใช้เวลาเพียง 7 เดือน นับจากการสูญเสียกรุง ซึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากขาด "กองทัพเรือ" ที่ต่อขึ้นด้วยหยาดเหงื่อและจิตวิญญาณของชาวจันทบุรี เมืองจันทบุรีจึงไม่ใช่เพียงแค่ทางผ่าน แต่คือ "อู่รบและอู่ประวัติศาสตร์" ที่หล่อหลอมเอกราชของชาติไทยให้กลับคืนมาจนถึงทุกวันนี้